อบรม สถาบันฝึกอบรมสัมมนา ฝึกอบรม หลักสูตรอบรมสัมมนาtraining ฝึกอบรมสัมมนา หลักสูตรอบรมin-house training อบรม ISO
หน้าแรกสถาบันฝึกอบรม รูปผลงานต่างๆ บทความสัมมาที่ผ่านมา ลูกค้าที่ใช้บริการ ค้นหน้างานสมัครงาน แลกเปลี่ยนลิงค์แบนเนอร์
สถาบันฝึกอบรม BIG Q TRAININGให้บริการฝึกอบรม TRAINING มีหลักสูตรฝึกอบรม ISO9001,ISO14001,ISO/TS16949,TPM,Kaizen, ,TQM OEE,Kanban System,Poka Yoke,5ส,TPM,DOE,SMED,A3,VSM,QCC,QC 7 Tools,Visual Management,Lean,IEA 14001,PPAP,SPC,FMEA,MSA,APQP & CP,IQA TS16949,ISO,IQA 9001,Strategic Management,KPI,PDCA,ตรวจ 5ส,Why-Why,QCC,7+1 Wastes,Poka yoke,DOE,6-Sigma,New QC7 Tools,TWI-JR,TWI-JM,ปรับปรุงงาน,TWI-JI , วิธีสอนงาน




หลักสูตรฝึกอบรม
การบำรุงรักษาคุณภาพ Quality Maintenance : TPM
การควบคุมกระบวนการด้วยสถิติ STATISTICAL PROCESS CONTROL (SPC) 2nd Edition สำหรับผู้เริ่มต้น (2วัน)
เทคนิคการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างสร้างสรรค์Immediate problems solving techniques creatively
5ส การจัดการด้วยสายตาการควบคุมพื้นที่ (5S Visual Management Zone Control)
การวิเคราะห์ปัญหาโดยเทคนิค W5 Image Analysis
อบรมการปรับปรุงงานด้วย Kaizen อย่างมีประสิทธิภาพ
การปรับปรุงเพื่อเพิ่มผลผลิต(Productivity Improvement)
การประยุกต์ใช้ระบบ ISO 14001 ในองค์กร
การสร้างแรงจูงใจและจิตสำนึกในการทำงานด้วย 5 คิว
ขอใบเสนอราคา
ยินดีให้คำปรึกษา
แลกลิงค์กับเรา

อบรม ฝึกอบรม Training อบรมสัมมนา หลักสูตรอบรม สถาบันฝึกอบรม อบรมISO In-house Training ISO9001 ISO14001 TS16949


ต้องการแลกลิงค์กับเรา
Copy Code ไปไว้ที่เว็บท่านได้เลยครับ
แล้วเมล์มาแจ้งเราจะนำแบบเนอร์ขจงท่าน
มาติดที่เว็บเรา www.bigqtraining.net

ดูลิงค์ทั้งหมด

บทความล่าสุด

แผนผังความสัมพันธ์(Relation Diagram)


   แผนผังความสัมพันธ์นี้มีความคล้ายคลึงกับแผนผังสาเหตุและผล  (Cause  and  Effect  Diagram)  คือ  จะพยายามหาว่าแต่ละส่วนย่อย ๆ  ของปัญหาหรือสาเหตุที่เกิดขึ้นนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร  และเกี่ยวข้องกันอย่างไร  จุดเด่นของแผนผังชนิดนี้คือ  สามารถเชื่อมโยงทุก ๆ  หน่วยย่อยของปัญหาให้สัมพันธ์กันทุกด้านทุกมุม  (ต่างจากแผนผังสาเหตุและผลที่จะแสดงความสัมพันธ์ของสาเหตุซึ่งเป็นก้างปลาหนึ่งก้างกับปัญหาซึ่งเป็นหัวปลาหนึ่งหัวเท่านั้น  โดยแต่ละก้างปลามิได้แสดงความสัมพันธ์กันแต่อย่างใด)
   ก่อนที่จะมาใช้แผนผังความสัมพันธ์นี้  อาจจะใช้เทคนิคการระดมสมอง  (Brainstorming)  เพื่อขยายความคิดเห็น  และผ่านการทำแผนผังกลุ่มเครือญาติ  (Affinity  Diagram)  เพื่อรวบรวมความคิดมาก่อน

แผนผังความสัมพันธ์คืออะไร
   แผนผังความสัมพันธ์  คือ  แผนผังที่นำข้อมูลความรู้สึกที่ได้จากการระดมสมอง  มาอธิบายให้เป็นเหตุเป็นผลที่มีความเป็นตรรกะมากยิ่งขึ้น

เมื่อไรจึงจะใช้แผนผังความสัมพันธ์
   1.เมื่อต้องการเชื่อมโยงทุกหน่วยย่อยของสาเหตุ  และปัญหาให้ชัดเจนและมีเหตุผลยิ่งขึ้น  เนื่องจากแผนผังความสัมพันธ์นี้จะทำให้เห็นสถานการณ์โดยรวมได้อย่างชัดเจน
   2.เมื่อต้องการหาประเด็นที่สอดคล้องกันในกลุ่มสมาชิก
   3.เมื่อต้องการรังสรรค์ความคิดใหม่ ๆ  ขึ้นมาจากกลุ่มสมาชิก  เพราะจากรูปแบบของแผนผังที่ไม่ตายตัว  (แบบแผนผังสาเหตุและผล)  ทำให้สมาชิกมีอิสระในการจัดกลุ่มหาความสัมพันธ์มากขึ้น
   4.เมื่อต้องการกำหนดความสัมพันธ์ของปัจจัยแต่ละข้อ
   5.เมื่อต้องการสร้างความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างสมาชิกกลุ่มทุกคน

วิธีการสร้างแผนผังความสัมพันธ์
   บริษัทแห่งหนึ่งหลังจากได้ทำกิจกรรม  Zero  Defect  ในสถานที่ทำงานมา  6  เดือนแล้วพบว่าเปอร์เซ็นต์การเกิดของเสียในสายการผลิตไม่ได้ลดลงเลย  ดังนั้นจึงมีการร่วมกันคิดว่าเพราะเหตุใดปัญหาดังกล่าวจึงเกิดขึ้น  เป็นเพราะว่าพนักงานเกิดปัญหาขัดแย้งในการทำกิจกรรมหรือไม่  หรือว่าขาดสารสนเทศที่ดี  ขาดการสร้างวิธีการทำงานให้ถูกต้อง  เพื่อที่จะทำการหาประโยคปัญหา  และนำไปสร้างแผนผังความสัมพันธ์ต่อไป

ขั้นตอนที่ 1  นำปัญหาที่ต้องการหาสาเหตุมาไว้ที่จุดกึ่งกลางชองกระดาษ
   ในขั้นตอนนี้เราจะต้องให้ความสำคัญกับประโยคของปัญหาเป็นอย่างมาก  กล่าวคือ  ประโยคของปัญหาต้องชัดเจน  เช่น  “เปอร์เซ็นต์ของเสียในสายการผลิตไม่ลดลงเลยนับจากการทำกิจกรรม  ZD”


ขั้นตอนที่  2  ระบุสาเหตุของปัญหานั้น
   สมาชิกกลุ่มหรือผู้ร่วมทีมแต่ละคน  ลองระบุถึงสาเหตุที่เป็นไปได้ที่ทำให้ปัญหานั้นเกิดขึ้น  เพื่อยืนยันว่าสมาชิกทุกคนเข้าใจปัญหาที่ว่าไว้จริง ๆ  ซึ่งถ้าสมาชิกแต่ละท่านยังไม่สามารถระบุสาเหตุได้  หรือระบุแล้วแต่ยังไม่ชัดเจนก็อาจจะต้องเปลี่ยนประโยคปัญหา  หรือเปลี่ยนปัญหาใหม่


ขั้นตอนที่ 3  จัดเตรียมบัตร  (Cards)
   เมื่อมั่นใจว่าทุกคนเข้าใจปัญหาดีแล้ว  ก็ให้สมาชิกแต่ละคนเริ่มเขียนสาเหตุที่มีความเกี่ยวข้องกับปัญหา  โดยเขียนสาเหตุเหล่านั้นลงในบัตร  1  แผ่นต่อ  1  สาเหตุ  ซึ่งต่อไปนี้เราจะเรียกบัตรนี้ว่า  “บัตรข้อความ”


ขั้นตอนที่  4 สร้างผังของบัตรข้อความ
   ในขั้นตอนนี้จะเป็นการเริ่มหาความสัมพันธ์ของบัตรข้อความ  (สาเหตุ)  กับปัญหา  และความสัมพันธ์ระหว่างบัตรข้อความด้วยกันเอง  ดังต่อไปนี้
   4.1 นำบัตรข้อความแผ่นเล็ก ๆ  ที่ได้จากสมาชิกกลุ่มทุกคนมากระจายให้ทั่วกระดาษแผ่นใหญ่
   4.2 จากนั้นนำบัตรข้อความที่มีเนื้อความคล้าย ๆ  กันรวมเข้าไว้ด้วยกัน
   4.3 กลุ่มข้อความกลุ่มใดมีความสัมพันธ์อย่างมากกับปัญหาให้โยกมาไว้ใกล้ ๆ  กัน
ในขั้นตอนที่  3  และ  4  นี้เหมือนกับการทำแผนผังกลุ่มเครือญาติ  (Affinity  Diagram)


ขั้นตอนที่ 5  กำหนดสาเหตุตามลำดับขั้น
   จากขั้นตอนที่  4  เราจะได้ความสัมพันธ์คร่าว ๆ  ของแต่ละกลุ่มแล้ว  ขั้นต่อไปให้ยึดบัตรข้อความทีละใบและดูว่าเป็นเหตุเป็นผลกับบัตรข้อความใบอื่น ๆ  บ้างหรือไม่  หากเป็นเหตุเป็นผลกันให้ลากเส้นลูกศร  โดยให้หางลูกศรอยู่ที่สาเหตุ  และหัวลูกศรอยู่ที่ปัญหา  เช่น  ยึดบัตร  “ไม่มีการบำรุงรักษา”  เอาไว้  แล้วถามคำถามต่อไปว่า
ถามว่า “การที่ไม่มีการบำรุงรักษาเครื่องจักรเกี่ยวข้องกับวัตถุดิบไม่เหมาะสม  หรือไม่”
ตอบ ไม่เกี่ยว  (ก็ข้ามไป  ไม่ต้องโยงลูกศร)
ถามต่อว่า “การที่ไม่มีการบำรุงรักษาเครื่องจักรเกี่ยวข้องกับการที่เครื่องจักรหยุดบ่อยหรือไม่”
ตอบ เกี่ยว  โดยไม่มีการบำรุงรักษา  (เป็นเหตุ)  ทำให้เกิดเครื่องจักรหยุดบ่อย (เป็นผล) (ดังนั้นให้ลากเส้นหากลูกศรจากเหตุไปหาผลซึ่งเป็นหัวลูกศร)

ขั้นตอนที่ 6  แสดงความสัมพันธ์ของแผนผัง
   จากขั้นตอนที่  5  เราจะได้ความสัมพันธ์ในแต่ละลำดับขั้น  แต่ก็ยังไม่เรียกว่ามีความสมบูรณ์  เพราะว่าสาเหตุเหล่านั้นอาจมีความสัมพันธ์ขึ้นตรงต่อกัน  หรือข้ามขั้นกันก็ได้  และนี่คือจุดเด่นที่เหนือกว่าแผนผังก้างปลา  เพราะแผนผังความสัมพันธ์นี้สามารถที่จะแสดงความสัมพันธ์ได้ในหลาย ๆ  มิติ
   6.1 ทำการตรวจสอบความสัมพันธ์ของสาเหตุในบัตรข้อความแต่ละใบกับปัญหาอีก   ครั้งหนึ่ง  อาจทำการโยกย้ายบัตรข้อความใหม่  หรือโยงลูกศรใหม่  เพื่อให้ได้ภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นและหากมีบัตรข้อความใดที่ไม่เข้าพวกก็ให้ทำการคัดลอกไป
   6.2 หากค้นพบว่า  ยังมีบัตรข้อความใด ๆ  กับปัญหาที่มีความสัมพันธ์กัน  ให้ลากลูกศรเชื่อมโยงอีกเรื่อย ๆ  จนกระทั่งเกิดเป็นสายสัมพันธ์ทั่วทั้งกระดาษ


ขั้นตอนที่  7 อธิบายแผนผัง
   เมื่อแผนผังความสัมพันธ์เสร็จสมบูรณ์แล้ว  คราวนี้ก็มาถึงขั้นตอนการตีความโดยการอ่านแผนผังความสัมพันธ์นี้ให้เริ่มอ่านจากกล่องที่มีหางลูกศรออกมากที่สุดก่อน  โดยหางลูกศรจะหมายถึงสาเหตุ  และหัวลูกศรจะหมายถึงผล  จากแผนผังข้างต้นเราสามารถอ่านได้ว่า
   “การไม่บำรุงรักษาเครื่องจักร  ส่งผลให้เครื่องจักรหยุดบ่อย  และการที่เครื่องจักรหยุดบ่อย  ส่งผลให้มีเปอร์เซ็นต์ของเสียในกระบวนการสูง”
   “การที่พนักงานไม่ได้รับการฝึกอบรม  ส่งผลให้วิธีการทำงานของพนักงานไม่ถูกต้อง  ซึ่งเป็นเหตุทำให้เปอร์เซ็นต์ของเสียในกระบวนการสูง”
   “พนักงานขาดไม่ได้มีผลกระทบใด ๆ  กับเปอร์เซ็นต์ของเสียในกระบวนการสูงเลย”
   โดยเราจะได้ความสัมพันธ์ทั้งหมดของสาเหตุและผลของกิจกรรมแต่ละกิจกรรมที่เกิดขึ้น  ซึ่งกล่องข้อความใดที่มีหางลูกศรออกมากที่สุด  ก็แสดงให้เห็นว่า  กล่องนั้นเป็นสาเหตุรากเหง้า  (Root  Cause)  ที่ส่งผลให้เกิดปัญหาขึ้นมากมาย  ซึ่งหากแก้สาเหตุนี้เพียงสาเหตุเดียวแล้ว  ก็น่าจะทำให้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทั้งหลาย  (หัวลูกศรที่ชี้ไป)  หมดลงไปได้  เช่น
 
จากแผนผังข้างต้น  กล่องที่มีหางลูกศรออกมากที่สุด  2  กล่อง  คือ


โดยมีหางลูกศรออกมากที่สุด  คือ  กล่องละ  2  หาง  นั่นหมายความว่า  หากทำให้มีการบำรุงรักษาเครื่องจักร  และหากพนักงานมีทักษะการทำงานเพิ่มขึ้นแล้ว  จะสามารถแก้ปัญหาอัตราของเสียที่สูงในกระบวนการให้ลดลงได้

การตีความหมายของแผนผังความสัมพันธ์
   สำหรับผู้ที่จะปฏิบัติการแก้ปัญหา  ให้ดูบัตรข้อความที่มีหางลูกศรออกมากที่สุดหรือสาเหตุรากเหง้า  (Root  Cause)  นั้น  อาจจะเป็นสิ่งที่ยากแก่การแก้ไข  ดังนั้น  ก่อนที่จะแก้สาเหตุรากเหง้านี้  อาจจะไปทดลองแก้สาเหตุรอง ๆ  ลงไปก่อน  แต่ถ้าพบว่า  สาเหตุที่  2  ยังแก้ยากอยู่ก็ให้เขยิบออกไปเรื่อย ๆ  หรือนำสาเหตุที่เล็กลงไปอีกมาแก้  และเมื่อแก้สาเหตุเล็ก ๆ  ได้แล้ว  จึงกลับมาแก้สาเหตุใหญ่ ๆ  ต่อไป  ซึ่งในที่สุดปัญหาที่ตั้งไว้ก็จะแก้ไขได้ในที่สุด  (ถ้าไม่สิ้นหวังเสียก่อน)
   สำหรับผู้บริหารหรือผู้ที่ต้องการดูผลลัพธ์  ให้ดูบัตรข้อความที่มีหัวลูกศรชี้เข้าหามากที่สุด  นั่นหมายความว่า  มีสาเหตุหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดผลอันนี้ขึ้น  ผู้บริหารก็อาจจะนำบัตรข้อความนั้น  มาตั้งเป้าหมายขององค์กร  หรือของแผนกก็เป็นได้  แล้วจึงกระจายสาเหตุ  (หางลูกศรของบัตรข้อความ)  ไปให้แผนกที่เกี่ยวข้อง  หรือผู้ที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการต่อไป

การใช้แผนผังความสัมพันธ์ควบคู่กับเครื่องมืออื่น
   1.นำหลักการของพาเรโต  (80 – 20,  20 – 80)  มาทำการคัดเลือกสาเหตุ  โดยเลือกสาเหตุมาแค่  20% ของสาเหตุทั้งหมด  ซึ่งสาเหตุที่เลือกมานี้ต้องเป็นสาเหตุที่เรามั่นใจได้ว่าจะส่งเผลกระทบต่อปัญหาที่เกิดขึ้นถึง  80%  คือ  เลือกน้อย ๆ  และให้มีผลมาก ๆ
   2.หากต้องการที่จะแสดงความเกี่ยวเนื่องกันของสาเหตุและผล  ก็สามารถที่จะไปใช้แผนผังเมทริกซ์  (Matrix  Diagram)  เพื่อดูระดับความสำคัญของแต่ละสาเหตุได้
   3.หากต้องการหาแนวทางการแก้ไขก็สามารถข้ามไปใช้  แผนผังต้นไม้  (Tree  Diagram)  ต่อได้